Heread

เป็นลูกชายเราทั้งสองคนล่ะ (ฮ่าๆ รับสมัครลูกสะใภ้ค่า)

แล้วเพิ่งจะสังเกตุเห็น...

ว่าแอบเหมือนกันจริงๆ

 

 
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น
มันเหมือนกันเฉพาะแค่ท่าทางและเสื้อผ้านั่นแล
ธีมเรื่องนี่ไปคนละโลกเลย
(โลกวิญญาณหนึ่ง โลกต่างมิติอีกหนึ่ง)
 
 
----------------------------------------------------------------------------------------------
 
 

 แล้วนี่ใครทำ
จะฮาไปไหน
(ฮิวจ์เสียอิมเมจไปเยอะทีเีดียว - -")
 ฮา
 
 
แล้วมาดูคลิปนี้ต่อ
 
ถ้าใครดูทั้งสองเรื่อง
นาทีที่ 1:50  มันแอบมี...มาด้วยอ่ะ
เกือบตกเก้าอี้แน่ะ ฮาๆ

 

 
 
เอวังด้วยประการฉะนี้
หมีมุมมืด
 
ขอบคุณทุกๆคนที่แวะมาเมนท์ค่าาาา ^^
(ช่วงนี้อยากได้ทะลุให้ถึงสิบสักที *o*!!)
 
 

ISHIMARU L. || อย่างที่บอก ฮิวจ์.. เสียใจแทนคนตายจริงๆค่ะ

 

mini-teddy || นั่งขำท้องแข็งอยู่หน้าจออ่ะ ม่ายหวายๆ

 

meemeeshion || จขบ.ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเจอ สงสัยมันเป็นพรหมลิขิต กร๊ากก

 

ดั้งหักริว || สำหรับคอมเมนต์.. ขอบใจจริงๆ ToT 

="= คิดถึงเมิง ตอนนี้บ้าไปรึยัง ? กรุตกมีนอีกแล้ว คราวนี้สี่คะแนน แต่ขอย้ำว่าช่วงสี่คะแนนนี่มีคนอยู่ครึ่งร้อยหรือมากกว่านั้น กรอสกรุไม่เกินบี ฟันธง!!!

 

  *~citrus~* || natsume คือ ซากุระการ์ดแคปเตอร์เวอร์ชั่นหนุ่มน้อยหน้ามนคนเป็นเพื่อนกับผีค่ะ น่ารัก มวกๆ ><~ ดูแล้วสบายใจมากถึงมากที่สุด เอาไว้ดูแก้เครียดตอนปั่นงานหรืออ่านหนังสือไม่ทัน(แล้วก็ยังจะดู!) 555   

  ไอ้แป้งงง || กรุไม่อยากเรียนแล้วอ่า เหนื่อยอ่ะ
อย่าให้กรุรวยนะ แม่งจะ...ฮึ่ย (พอเหอะ หยุดฟุ้งซ่าน มันไม่มีทางรวยจริงๆหรอก)


"..หากผู้ใดไม่เข้าใจว่าซึนเดเระคืออะไร
หาคำตอบได้จากนายเอกของตำนานการ์ตูนวายอันยิ่งใหญ่เรื่องนี้.."

ฮ่าฮ่า

เข้าเรื่องเถอะ

..

..

Is it love because of fate.. or.. fate because of love..?

..

เจ้าแห่งปีศาจเคยพูดว่า
ฟีล่าสามารถรักได้เพียงแค่มิคาเอลคนเดียวเท่านั้น
เพราะนั่นคือพรหมลิขิต

ฟีล่าแย้ง
เขารักมิคาเอลก่อนที่จะเกิดเสียอีก
..รักมาก..
และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พระเจ้า
สร้างพรหมลิขิตระหว่างเขาและมิคาเอล..

©omic by Matendou Sonata

+++________________________________________________________+++


แฟนตาซี(วาย)ของสี่ภพ
แดนสวรรค์ ปีศาจ มายา และมนุษย์โลก

นายเอก(มิคาเอล)เลือกที่จะเป็นเทวดา
เพราะเชื่อในคำพูดของฟิลันเซอา(แน่ว่าต้องเป็นพระเอก)
ซึ่งตัวฟีล่าเองนั้น แม้จะเป็นรา(พันธุ์แท้)ของเทวดา
แต่กลับเลือกที่จะเป็นปีศาจ..


อนึ่ง
ปีศาจและเทวดาไม่ได้เป็นศัตรูกัน
ซ้ำยังทำงานร่วมกัน
ในฐานะผู้นำทางดวงวิญญาณของมนุษย์ไปชำระบาป
โดยปีศาจจะบันดาลพรได้สองข้อ
ส่วนเทวดานั้นจะเป็นผู้นำทางไปสู่แสงสว่างของโลกบน

สำหรับเมืองมายานั้น
เป็นภพที่คั่นกลางระหว่างแดนสวรรค์และแดนปีศาจ
เพราะเทวดาหรือปีศาจจะล่วงล้ำเข้าไปในแดนของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้
จึงเป็นที่กระหนุงกระหนิงของฟีล่าและมิคาเอลนั่นเอง
(ฟีล่าน่ะใช่ แต่มิคาเอลเนี่ยเตะต่อยลูกเดียว อะไรจะซึนขนาดนั้น!)

แน่นอนว่ามิคาเอลรักฟีล่ามาก แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
ถึงจะฟังดูทะแม่งๆไปหน่อยก็เถอะนะ
แต่ที่มิคาเอลเป็นคน(เทวดา)ที่ซึนได้ขนาดนี้
ก็คงจะเป็นเพราะ'โชคชะตา'นั่นล่ะมั้ง

...


ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของวิบูลย์กิจ พ.ศ.2537 ...  
จ๊ากกกก!!!
ชั้นยังไม่เกิด (ฮา)

โดยส่วนตัวชอบฟีล่ามาก
และบังอาจคิดไปว่าตัวเองนี่แอบเหมือนมิคาเอลหน่อยๆแฮะ

กร๊ากกก!! นั่นนายเอกเชียวนะแกร๊..!!!


ลองอ่านดูแล้วกันนะ
ใครหาแสกนได้
เอามาฝากหมีด้วย
หมีอยากได้~~~

Very Special Thx for

 .. THIS SITE ..

 

 

| Slave Fanfiction | โนอา x เซริล

posted on 14 Mar 2009 16:10 by longata  in Facia, Heread

    เศษเสี้ยวของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อมหาดเล็กรับใช้รูปร่างออกไปทางกะทัดรัดขององค์รัชทายาทลำดับที่หกแห่งอาณาจักรเบลไลน์ เพิ่งจะผ่านสมรภูมิเลือดที่เกิดขึ้นในห้องครัวแทนที่จะเป็นสนามรบมาหมาดๆ ซึ่งตอนนี้ยังคงเหลือร่องรอยแห่งความหายนะไว้ในรูปเศษของถ้วยกระเบื้องกับกลิ่นคาวเหล็กซึ่งโชยมาจากกองเลือดที่เกรอะกรังตามพื้นหินอ่อน    
    โนอาทะเลากับกัสได้อย่างไรนั้น เซริลก็ยังคิดไม่ตก เป็นเพราะกัสพูดจาเหยียดตนน่ะหรือ แล้วโนอามาเกี่ยวด้วยได้อย่างไรเล่า เขาไม่เข้าใจ ตาใบ้โนอาเนี่ยนะจะชกหน้ากัสเพื่อเขา..?

    เป็นความจริงที่ว่ามันเกิดเรื่องแปลกเอามากๆทีเดียวที่โนอาเป็นฝ่ายเปิดศึกครั้งนี้เสียเองด้วยหมัดลุ่นๆซึ่งส่งตรงเข้าใบหน้าของกัสอย่างแม่นยำ เพราะเป็นที่รู้ในหมู่มหาดเล็กรับใช้ด้วยกันเองว่าโนอาเป็นคนเงียบขรึม เงียบขนาดที่คู่สนทนาซึ่งไม่รู้จักมักคุ้นกับมันนั้นมักจะจบบทสนทนาด้วยข้อสรุปว่า 'มันหลับใน' ไม่ก็ 'โดนองค์ชายหกตัดลิ้น'
    เล่าท้าวความถึงคู่กรณี ไม่ใช่ว่าเขาผูกใจเจ็บที่กัสมักพูดจาเหน็บแนมเรื่องรูปร่างที่เล็กกว่ามาตรฐานองครักษ์ของเขาหรอกนะ แต่ว่ากันตามตรงแล้ว กัสเป็นคนที่ค่อนข้างโผงผาง ใจร้อน กอปรกับคำพูดกักขฬะที่เจ้าตัวพูดออกทางปากแต่ลืมกรองผ่านเนื้อสมองเสียก่อนนั้น ทำให้บรรดามหาดเล็กเลือกที่จะเออออไปตามมรรยาทหรือทำเป็นหูทวนลมไปเสีย
    นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความลึกลับซับซ้อนของปริศนาที่เซริลยังขบไม่แตกว่าทำไมโนอาถึงเกิดเลือดเดือดขึ้นมากระทันหัน  แต่ครั้นจะให้ไปถามตาใบ้โนอาว่า 'เจ้าชกหน้ากัสเพื่อข้าใช่หรือไม่?' ก็ดูจะผิดวิสัยขี้อาย(อย่างน้อยก็ในตอนนั้น) ของเขาไปสักหน่อย

    ดังนั้นเขาจึงทึกทักเอาเองว่ามันสู้เพื่อปกป้องเขาก็แล้วกัน..!!

    นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็เริ่มมองหาโนอา ครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆนาๆของคนบ้าใบ้อย่างโนอา และสุดท้ายพระเจ้าคงจะเบื่อกับคำถามล้านแปดข้อที่เขาเฝ้าเพียรถามเกี่ยวกับมัน ท่านก็เลยส่งเขาไปนอนกับตัวต้นเรื่องซะให้รู้แล้วรู้รอด (เอ่อ..ข้าหมายถึงไปนอนห้องเดียวกัน แต่คนละเตียงน่ะ)

    ..ข้าล่ะโคดจะรักพระเจ้าเลย..

    สิ่งแรกที่ข้าทำคือเรียกร้องความสนใจจากมัน ในระยะแรกก็ไม่ต่างกับเห็บไรที่กระโดดเหย็งๆอยู่บนซากสุนัขที่ตายแล้ว ต่อมาปฏิกิริยาตอบสนองของมันก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นเท่าตัว(อย่างน้อยก็จากหนึ่งเป็นสองล่ะนะ..) ส่วนข้าเป็นคนพูดเก่งกว่าเมื่อก่อนมาก เล่นตลกก็ได้ ชำนาญวิธียั่ว(ให้โกรธ)ทุกรูปแบบ และคิดว่าจะไปเรียนภาษามือ(เพื่อประชดมันโดยเฉพาะ)ในเร็ววันนี้

    ที่สุดแล้วก็เป็นข้าเองที่โดนมันเปลี่ยนแปลง
    ...ข้าได้แต่ยิ้มกับตัวเอง

 

TBC

   มังกรไม่มีดั้ง >>  แลกคนละตอนสิลูก เข็นอาซาดะที่แต่งไว้ออกมาได้แล้ว *รีเควสอิจูอิน*

ใดใดในโลก อันเป็นต้นคือภาษาช่างซับซ้อนนัก..

เกริน  [เกฺริน] น. ส่วนที่ต่อขึ้นไปที่หัวหรือท้ายราชรถ หรือขนาบอยู่  ๒ ข้างบุษบก มีลักษณะคล้ายโขนเรือที่งอนอ่อน.

สำหรับใครที่อ่านว่า กอ รอ เออ นอ = เกริน  .. ผิดเต็มประตู
เพราะจขบ.ตกหลุมไปเรียบร้อย (นอกจากจะเพิ่งรู้ความหมายแล้วยังอ่านผิดด้วยแน่ะ^^")
ใช่แว้ววว ...  ที่ถูกต้องคือ เก-ริน ครับผ้มมมม

เกรินในปัจจุบันคิดว่าน่าจะเลิกใช้ไปแล้ว (ขนาดหมีบ้านนอกอย่างผมก็เพิ่งเคยได้ยินนี่ล่ะ) และเกรินไฟฟ้าไม่ใช่คำบัญญัติของลิฟท์ด้วย จากความรู้ที่เรียนมาคิดว่าลิฟท์คงไม่สามารถมีคำไทยได้ เหมือนพวกเบรค ครัช อะไรทำนองนี้ แต่ถ้าจะยังทู่ซี้กันต่อ จขบ.ว่าน่าจะเรียก .. อะไรดีล่ะ ..
กล่องยกไฟฟ้า ไม่ก็ ตู้ขนส่งแนวดิ่ง ??...

มาประกวดคำไทยใช้แทนปะกิดกันเถอะ ! (- -" ออกทะเลแล้ว!!)
ขอบคุณมา ณ ที่นี้คร้าบบ v /|\ v

 

รู้สึกเขิลๆงัยไม่รู้ครับที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรก (ไม่นับรายงานไฟท์บังคับ) เพราะปกติจขบ.จะใช้เพื่อโหลด..และอ่าน..อ่านะ.. รู้กันๆๆ  555+
สืบเนื่องจากกระทู้นี้ครับ 

สยาม   ลิโป้ เอ้ย ลิโด้   และสกาล่า 
(มันเป็นมุกของหมีอ้วนๆเสี่ยวๆครับ เรียกว่าหมีอ้วนเสี้ยวก็ได้ครับ ..
..ไปกันใหญ่)

ชื่อเหล่านี้มีที่มาแต่ใดกัน ?
(แน่นอนว่า ลิโป้ และ อ้วนเสี้ยวมาจากสามก๊ก .. ยังเล่นไม่เลิก)

จากข้อเท็จจริง เริ่มก่อตั้งสยามก่อนเพื่อนเลย ก็ที่นี้สยามนิ โรงหนังโรงแรกจะพ้นชื่อใดไปเสียได้

แล้วต่อด้วยลิ..ลิ..ลิโด้  ตั้งตามชื่อของโรงคาบาเรต์ Le Lido ในฝรั่งเศส
(แล้วโรงคาบาเรต์คือสิ่งใดกัน??  หมีอ้วนไม่รู้จัก)

ปิดท้ายที่สกาล่า มีที่มาจากโรงโอเปร่า The Teatro alla Scala  ในมิลาน

The Teatro alla Scala in Milan, by night.

The new interior of the theatre. 
The new interior of the theatre

ผมยังงงมาจนถึงทุกวันนี้เลยนะ ว่าทำมัยต้องทำสามโรงอยู่ในละแวกเดียวกัน
ผู้บริหารคนเดียวกันรึป่าว.. ถ้าไม่ เค้าบริหารกันยังงัยไม่ให้โปรแกรมหนังซ้ำกัน
พอถึงเวลาอยากจะดูเรื่องนี้ต้องถ่อไปสยามซอยหนึ่ง (ถึงจะอยู่ในละแวกเดียวกัน แต่เดินจากโรงนี้ไปโรงนั้นก็ใช่ย่อยนะคร้าบบบ) ทำมัยไม่ทำมันโรงเดียวไปเลย ?
คงจะกลัวคนเหยียบกันตายที่บันไดหนีไฟล่ะมั้ง (เหตุผลคล้ายบ้านคำนวณของพี่อรรณพที่ต้องแยกสยามปีกซ้าย สยามปีกขวา อังรีฯ และอื่นๆอีกมากมาย จนตามชดม้วนไม่ถูก)

เอวังด้วยประการล่ะฉะนี้
หมีมุมมืด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------**

  antzzer >>
เกรินเลิกใช้ไปแล้วคะ ไม่รุจักก็ถือว่ามดเป็นปกติมนุษย์ปัจจุบันคะ 
แต่ว่าเอาเกรินไฟฟ้าไปเรียนแทนลิฟต์ก็เก๋ดีนะ เอิ๊กซ์ซ์ซ์ซ์

  N@k[a]do! I+ko  >>
แป้กไม่แป้ก ไม่มีครายรู้หรอกไอซ์ มันเป็นคำโบราณใช้ในสมัยราชวงศ์พระเจ้าเหาครองกรุงลงกาน่ะ (ว่าไปนั่น)
โอยยยยยยยยยยย แต่พี่อรรณพนี่ไม่นะไอซ์ ..
แช่งให้คะแนนสูงๆล่ะกัล เราอุสาห์โปรโมทสาขาใหม่ให้พี่แก 55+
เรื่องร้อนเด๋วก็หายแล้วล่ะไอซ์ เพราะโลกเรากำลังจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่งัย เหมือนเดอะเดย์ฯอ่ะ (อ๊ากกก ดีตรงหนายยยยยยยยยยยยยย)

  run around ryuchan >>
 อย่างน้อยขงเบ้งก็มีดั้งวะ (เอิ๊กกกซ์ ขอโทษคร้าบบบ โหลด soul hunter ให้ด้วยนะคร้าบบ)
แล้วก็ตั้งชื่อไฮไฟสักทีเซ่ะ ง่ายกว่าอัพบล็อกอีกนะเว้ยยย

[asimov] the last question ...

posted on 11 Jan 2008 19:09 by longata  in Heread

คำถามสุดท้ายได้เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2061 , 21 พฤษภาคม

หรือคำถามนี้อาจจะพูดให้สั้นเข้าว่า….
เอ็นโทรปีลัพธ์ทั้งหมดของจักรวาลสามารถลดลงได้อย่างไร?

...

(อึ้ง.. )

(เค้าว่ากันว่า..) เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งของอาซิมอฟ ส่วนจะดีที่สุดหรือไม่นั้นอันนี้เราไม่รู้ เพราะเพิ่งจะอ่าน ไอ,โรบอท ไปเรื่องเดียว

คำถามสุดท้ายเป็นเรื่องสั้น แบคกราวน์เป็นอนาคต(ก็แน่ล่ะ ถ้าใช้อดีตมันก็เป็นประวัติศาสตร์น่ะเส่ะ) 
แต่ทำเราเวียนหัว จับจุดไม่ได้ แล้วก็บ่นงึมงำว่านี่กรูอ่านอะไรอยู่วะ? คืออาซิมอฟแยกเป็น 5 บรรพ์(ศัพท์ที่พี่คนแปลใช้) แต่ละบรรพ์จะจบด้วย "คำถามสุดท้าย" ที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเป็นคนใช้บ้านไอสไตน์ที่โดนสปอยล์ทฤษฏีสัมพัทธภาพ
(ง่ะ - - ")
ต้องอ่านไปอีกประมาณ 2 บรรพ์ถึงจะอ๋อ (ซึ่งก็เกือบจบเรื่อง)

ไม่อยากสปอยล์อ่ะ สปอยล์ไม่เป็นและไม่สนุกเหมือนคนอื่นเค้าสปอยล์กัน ...
เพราะฉะนั้นไปอ่านกันเองดีกว่า

-------------------------------------------------------------------------------- 

>>The last question<<

คำถามสุดท้าย

--------------------------------------------------------------------------------

จาก the last question โดย Issac Asimov
แปล สุชาย ธนวเสถียร
คัดลอกจากหนังสือ HFA Science Fiction Series กาแลกซี3 โดยชุมนุมวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก มกราคม พ.ศ. 2515

--------------------------------------------------------------------------------

ความเป็นมาของเรื่อง
อาซิมอฟเขียนเรื่องนี้เมื่อปีค.ศ. 1956 เป็นเรื่องที่แหวกแนวมาก จับจุดเรื่องพระเจ้าสร้างโลกในศาสนาคริสต์มารวมกับปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างพิสดาร เรื่องนี้เคยได้นำไปอ่านในศาสนพิธีที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองเบดฟอร์ด รัฐแมสซาจูเซททส์

--------------------------------------------------------------------------------

บรรพ์ 1
คำถามสุดท้ายถูกถามครั้งแรกในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2061 ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกที่มนุษย์นำแสงอาทิตย์ มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในวงกว้าง
     อเลกซานเดอร์ อเดล และ เบอรเทรม ลูพอปเป็นสองคนในจำนวนผู้ดูแลมัลติแวคเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นับตารางไมล์  มัลติแวคเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถปรับและแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆได้ด้วยตัวของมันเอง มันต้องเป็นเช่นนั้นเพราะไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถปรับและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆได้เร็วเท่ากับตัวมัลติแวคเอง ดังนั้นหน้าที่ของอเดลและลูพอปจึงไม่ยากเย็นนักเพราะเพียงแต่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลและป้อนคำถามต่างๆให้ตรงกับที่ต้องการ และตีความคำตอบที่มัลติแวคส่งออกมา

 เป็นเวลาสิบๆปีที่มัลติแวคช่วยออกแบบอากาศยานและกำหนดทิศทางการเดินทางของยานอวกาศซึ่งทำให้มนุษย์สามารถไปถึง ดาวอังคาร ดาวพระศุกร์ และดาวพระเคราะห์อื่นๆ แต่หลังจากนั้น ทรัพยากรภายในโลกเริ่มร่อยหรอลง เพราะอัตราการใช้พลังงานของมนุษยชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการเดินทางไปในอวกาศไกลๆแต่ละครั้ง ต้องสิ้นเปลืองพลังงานจำนวนมหาศาลทีเดียว มนุษย์จึงเริ่มเพียรพยายามที่จะนำเอาแหล่งพลังที่ใหญ่ที่สุดในธรรมชาติ คือดวงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง

 มัลติแวคเริ่มเรียนรู้อย่างช้าๆจนเพียงพอที่จะตอบปัญหาที่พื้นฐานยิ่งขึ้น ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.2061 สิ่งซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเพียงทฤษฎีนั้นก็กลายเป็นความจริง พลังงานจากแสงอาทิตย์ถูกเก็บและเปลี่ยนเป็นพลังงาน ที่ใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้างที่สุด ทั่วทั้งโลกหยุดใช้พลังงานจากแร่ยูเรเนียม, ถ่านหิน  และหันไปใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทนพลังงานนี้ถ่ายทอดมาจากสถานีเล็กๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1ไมล์ หมุนรอบโลก และห่างจากโลกเป็นระยะทางครึ่งหนึ่งของระยะทางถึงดวงจันทร์

 ดังนั้นโลกจึงอยู่ในระหว่างเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ ทั่วทุกแห่งหนมีการเฉลิมฉลอง อเดลและลูพอปได้หนีไปก๊งเหล้าในห้องใต้ดิน ซึ่งส่วนหนึ่งของมัลติแวคปรากฎอยู่

 "มันน่าประหลาดใจเมื่อเราไปคิดถึงมัน"อเดลพูดขึ้น ใบหน้าของเขามีริ้วรอยแห่งความกังวล เขาใช้หลอดแก้วคนเหล้าในแก้วอย่างช้าๆเฝ้ามองดูก้อนน้ำแข็งเคลื่อนไปมา

 "ตอนนี้เรามีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ มีมากพอจะหลอมโลกให้เหลวได้ เรามีพลังงานที่จะใช้อย่างไม่สิ้นสุดตลอดไป"

 ลูพอปเอียงคอไปเล็กน้อย และพูดขัดขึ้นว่า "ไม่ตลอดไป"

 "เฮ้ยเกือบตลอดไป จนกว่าพระอาทิตย์จะหมดแสงลง"
 "นั่นแหละ ไม่ตลอดไป"

 "เอาละไม่ตลอดไปก็เป็นพันล้านพันล้านของปีละ อาจจะเป็น 20 พันล้านปีก็ได้ แกพอใจหรือยัง"

 ลูพอปยกมือขึ้นเสยผมคล้ายๆกับว่าทำเพื่อให้ตนเองแน่ใจยิ่งขึ้น แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆ
"20พันล้านปีก็ไม่ตลอดไป"

 "เอาละ แต่ถ้าตอนนี้เราเอาสถานีกำเนิดพลังจากแสงอาทิตย์ติดไปกับอากาศยานแต่ละลำแล้ว มันจะสามารถเดินทางไปกลับระหว่างดาวพลูโตกับโลกเป็นล้านๆเที่ยว ไม่เชื่อก็ถามมัลติแวคดู"
 "ฉันไม่จำเป็นต้องถามมัลติแวคหรอกเพราะรู้อยู่แล้ว"
 "งั้นไม่ต้องไปยุ่งกับมัลติแวค สิ่งที่มันทำให้เราก็ดีอยู่แล้ว"
 "ใครว่ามันทำไม่ดีละ สิ่งที่ฉันพูดก็คือ ดวงอาทิตย์จะไม่คงอยู่ตลอดไป เราอาจจะปลอดภัยในระยะ 20 พันล้านปี แล้วหลังจากนั้นเล่า" ลูพอปชี้ด้วยนิ้วอันสั่นเทาไปยังฝ่ายตรงข้าม "เออ แกอย่าพูดว่าเราจะใช้พลังจากดวงดาวอื่นนะ"
 ทั้งสองเงียบไปทั้งคู่ อเดลยกแก้วเหล้าแตะริมฝีปากเป็นครั้งคราว ส่วนลูพอปหลับตาลงอย่างช้าๆ

 ฉับพลัน ลูพอปก็ลืมตาขึ้น

 "แกคิดว่าเราจะใช้พลังงานจากดวงดาวอื่น เมื่อพลังจากดวงอาทิตย์หมดแล้วใช่ไหม?"
 "แต่ถึงเวลานั้นดวงดาวอื่นก็อาจไม่มีเหลืออยู่แล้ว"
 "มันยังคงต้องเหลืออยู่" ลูพอปพูดจากลำคอ
 "สิ่งทั้งหลายมันเริ่มต้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ในจักรวาล ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรมันจะต้องถึงจุดจบเมื่อดาวทุกดวงสิ้นพลังดาวบางดวงอาจจะสิ้นพลังไปเร็วกว่าดาวอื่น ดาวดวงใหญ่อาจจะไม่เกิน 100 ล้านปี ดวงอาทิตย์อาจจะเป็น 20 พันล้านปี ดาวแคระอาจจะเป็น 100 พันล้านปี แต่ถ้าให้เวลาสัก 3000 ล้านๆปี ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในความมืด เอ็นโทรปีได้ไปถึงจุดสุดยอดของมันแล้ว และก็เท่านั้นเอง"

 "ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเอ็นโทรปี" อเดลพูดขึ้นอย่างภูมิใจ

 "แกรู้อะไรวะ"
 "ฉันรู้เท่าที่แกรู้แหละ"

 "อย่างนั้นแกก็คงต้องรู้ว่าสักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงจุดจบ"
 "เออ ใครพูดว่ามันไม่ล่ะ"
 "แกไง แกพูดว่าเรามีพลังงานมากเท่าที่เราต้องการตลอดไป แกพูดว่าตลอดไป"
 มันเป็นโอกาสที่อเดลจะศอกกลับ "ในวันหน้าเราอาจจะสร้างของทุกอย่างขึ้นใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง" เขาพูดขึ้น

 "ไม่มีวัน"
 "ทำไมไม่ สักวันหนึ่ง"
 "ไม่มีวัน"

 "เอ้า ถามมัลติแวคดู ฉันขอท้าแก พนันกัน 5 ดอลลาร์ ว่าไม่มีทางสร้างของขึ้นใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง"

 อเดลเมาเพียงพอที่จะรับคำท้าพนัน แต่ยังมีสติพอที่จะป้อนคำถามที่เป็นสัญญลักษณ์ ซึ่งเป็นคำพูดแล้วอาจจะเป็นว่า ……สักวันหนึ่ง มนุษยชาติสามารถทำให้ดวงอาทิตย์ฟื้นคืนชีพมามีพลังงานเท่าเดิม หลังจากที่มันตายไปแล้วโดยปราศจากการนำพลังงานอื่นมาใช้ในการนี้ได้หรือไม่" หรือคำถามนี้อาจจะพูดให้สั้นเข้าว่า…. เอ็นโทรปีลัพธ์ทั้งหมดของจักรวาลสามารถลดลงได้อย่างไร?
 มัลติแวค ส่งคำตอบออกมาว่า…. ข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับคำตอบที่มีความหมาย
 "ไม่มีใครชนะสินะ" ลูพอปกระซิบ แล้วเขาทั้งสองก็จากไปอย่างรวดเร็ว
 รุ่งเช้า คนทั้งสองรู้สึกมึนเวียนศีรษะ และได้ลืมเหตุการณ์นี้ไปอย่างสิ้นเชิง

 

--------------------------------------------------------------------------------

บรรพ์ 2
     เจอร์รอดด์ เจอร์โรดีน และเจอร์โรเด็ดหนึ่งและสองฝเามองดูภาพของ 'วีซีเพลท' ซึ่งเปลี่ยนไป ขณะที่การเดินทางผ่านเข้าไปยังไฮเปอร์สเปส ได้สิ้นสุดลง
 "นั่นคือ เอกซ์ 23" เจอร์รอดพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

     เป็นครั้งแรกที่เจอร์โรเด็ดหนึ่งและสองซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงเล็กๆทั้งคู่ได้เดินทางผ่านไปในไฮเปอร์สเปสได้พูดขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า
"เราได้ถึง เอ็กซ์ 23 เราได้ถึง เอ็กซ์ 23"
 "เงียบๆ" เจอร์โรดีนพูดอย่างเฉียบขาด "เธอแน่ใจหรือเจอร์รอดด์"
 "แน่ใจซี" เจอร์รอดด์มองไปยังแท่งของโลหะซึ่งไม่มีอะไรปกคลุม อยู่ใต้เพดานพอดี มันยาวเท่ากับความยาวของยาน และหายเข้าไปยังผนังทั้งสองด้าน

 เจอร์รอดด์ไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับแท่งโลหะหนานี้นอกจากรู้ว่ามันคือ ไมโครแวค ซึ่งมีหน้าที่ตอบคำถามต่างๆถ้าเราถาม และถ้าเราไม่ถามมัน มันก็ทำหน้าที่นำยานไปยังจุดหมายปลายทางที่กำหนดขึ้นก่อนแล้ว โดยการนำพลังจากสถานีย่อยซึ่งกระจายอยู่ในกาแลกซี่มาใช้ และคำนวณหาสมการสำหรับโดดผ่านไฮเปอร์สเปส

 เจอร์รอดด์และครอบครัวเพียงแต่รอคอยและอาศัยอยู่ส่วนที่เป้นที่พักในยานเท่านั้นเอง ครั้งหนึ่ง บางคนได้เล่าให้เจอร์รอดด์ฟังว่า คำว่า เอ ซี ที่ปลายสุดของคำว่าไมโครแวคนั้น แทนคำอังกฤษโบราณที่ว่า "อนาลอก คอมพิวเตอร์" แต่เขาก็เกือบลืมมันเสียแล้ว น้ำตาของเจอร์โรดีนคลอเบ้าขณะมองดู วีซีเพลท "ฉันช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดที่จากโลกมา"

"ทำไม เพื่อเห็นแก่เพลตหรือ" เจอร์รอดด์พูดขึ้น
"เราไม่มีอะไรที่นั่น แต่เรามีทุกสิ่งทุกอย่างบนเอกซ์ 23 เธอจะไม่อยู่โดดเดี่ยว เราไม่เป็นนักโทษอีกด้วย เวลานี้บนดาวดวงนี้มีประชากรล้านกว่าคนแล้ว ใครจะไปรู้ หลานเหลนของเราอาจต้องเสาะหาดวงดาวใหม่เพราะเอ็กซ์ 23 มีพลโลกล้นเสียแล้ว"

เขาหยุดสักครู่

"ฉันจะบอกเธอ  มันโชคดีมากที่คอมพิวเตอร์สามารถหาวิธีเดินทางไปมาระหว่างดวงดาวได้รวดเร็วขณะที่พลโลกกำลังเพิ่มขึ้น"
 "ฉันรู้ ฉันรู้" เจอร์โรดีนพูดขึ้นอย่างขมขื่น

 เจอร์โรเด็ด 2 พูดขึ้นทันควันว่า "ไมโครแวคของเราเป็นไมโครแวคที่ดีที่สุดในโลก"
 "ฉันเห็นด้วย" เจอร์รอดด์พูดขึ้นอย่างเอาใจ
 เจอร์รอดด์รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของไมโครแวคเครื่องนี้ ในสมัยที่พ่อเขายังหนุ่ม คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องล้วนแต่ใหญ่โตคลุมพื้นที่นับตารางไมล์และดาวเคราะห์แต่ละดวงก็มีเพียงเครื่องเดียวซึ่งพอเพียงสำหรับงานทุกอย่าง เครื่องที่เรียกว่า….พลาเนตทารี เอซี….มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและร่วมพันปีต่อมา ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากวงจรอินติเกรเตดมาใช้ 'โมเลคิวลา วาลว์' แทน ดังนั้นต่อให้ พลาเนตทารี เอซี ที่ใหญ่ที่สุดก็สามารถย่อให้เล็กลงมีปริมาตรเพียงครึ่งเดียวของยานอวกาศ

 "เออ ดวงดาวทั้งหลายช่างมีมากจริงนะ" เจอร์โรดีนถอนหายใจ "ฉันคิดว่าครอบครัวมนุษย์คงอพยพไปยังดวงต่างๆอย่างไม่มีสิ้นสุดตลอดไปดังเช่นที่เรากำลังทำอยู่"
 "ไม่ตลอดไป" เจอร์รอดด์พูดยิ้มๆ "มันจะต้องหยุดสักวันหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในชั่วพันล้านปี อาจเป็นหลายๆพันล้านปีจนเมื่อดาวทุกดวงสิ้นแสงลง เธอรู้ไหมเอนโทรปีต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"

 "คุณพ่อคะ เอนโทรปีคืออะไร" เจอร์โรเด็ด 2 ถามด้วยความอยากรู้
 "เอนโทรปีเป็นเพียงคำพูดแสดงถึงการสิ้นสุดของเอกภพ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถึงที่สุด อย่างเช่นหุ่นยนต์พูดได้ของเธอที่หยุดไปนั่นแหละจำได้ไหม"

 "คุณพ่อใส่หน่วยกำเนิดพลังให้มันใหม่ไม่ได้หรือคะ อย่างใส่ให้กับหุ่นยนต์ของหนูละ"
 "ดวงดาวเป็นหน่วยกำเนิดพลัง เมื่อมันหมดไปแล้วก็ไม่มีหน่วยกำเนิดพลังใหม่อีก"
 เจอร์โรเด็ด 1 ร้องขึ้นว่า "อย่าให้มันหมดไป คุณพ่อ อย่าให้ดวงดาวหมดไป"
 "เอ้าดูซิเธอนี่ทำอะไรไปแล้วละ ทำให้ลูกๆตกใจหมด" เจอร์โรดีนกระซิบ
 "ใครจะไปรู้ว่านี่จะทำให้แม่หนูน้อยทั้งสองตกใจได้"เจอร์รอดด์กระซิบตอบ

 "ถามไมโครแวคดู" เจอร์โรเด็ด1 พูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง"ถามดูว่าทำให้ดวงดาวมีพลังใหม่ได้อย่างไร"
 เขาถามไมโครแวค และสั่งให้พิมพ์คำตอบออกมา เจอร์รอดด์หยิบแถบของฟิล์มที่พิมพ์คำตอบออกมาแล้วพูดอย่างร่าเริงว่า "ดูนี่ซิ ไมโครแวคบอกว่ามันจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเอง เมื่อถึงเวลานั้น"
 เจอร์โรดีนรีบพูดเสริมว่า "เด็กๆถึงเวลานอนแล้ว เราจะถึงบ้านใหม่ในไม่ช้านี้"
 เจอร์รอดด์อ่านคำตอบบนฟิล์มอีกครั้ง ก่อนที่จะขย้ำทิ้ง "มันพิมพ์ว่าข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับคำตอบที่มีความหมาย"

 

--------------------------------------------------------------------------------

บรรพ์ 3
     วีเจ--23 เอกซ์ แห่งลาเบธ จ้องไปในความมืดลึกของแผนที่ย่อแบบ 3 มิติของกาแลกซีพร้อมกับพูดขึ้นว่า "ผมสงสัยว่าเราจะโง่ไปถนัดที่ไปยุ่งกับเรื่องนี้มากเกินไป"
 เอ็มคิว--17 เจ แห่งนิครอน สั่นศีรษะ "ผมคิดว่าไม่ คุณก็รู้แล้วว่าภายใน 5 ปี กาแลกซีจะเต็มไปด้วยผู้คนถ้าอัตราการขยายตัวยังคงเท่าปัจจุบัน"
 ทั้งสองดูเหมือนว่าอายุอยู่ระหว่าง 20-25 ปี สูงทั้งคู่และสง่างาม

 "จนกระทั่งเดี๋ยวนี้" วีเจ--23 เอกซ์ พูด "ผมยังลังเลที่จะเสนอรายงานในแง่ร้ายนี้แก่คณะมนตรีแห่งกาแลกซี"
 "ผมไม่คิดว่า รายงานอื่นอะไรที่จะกระตุ้นพวกนั้นให้ร้อนตัวได้ แต่เราจำเป็นต้องกระตุ้นพวกนั้นให้รู้ถึงภัยพิบัติ" วีเจ--23 เอกซ์ ถอนหายใจ "อวกาศนั้นไม่มีที่สิ้นสุด อาจมีกาแลกซีนับร้อยพันล้านหรือมากกว่า สำหรับให้เราถ่ายประชากรลงไป"

 "ร้อยพันล้านยังไม่อนันต์ และกาแลกซีจะต้องน้อยลงทุกทีๆ คิดให้ดี สองหมื่นปีมาแล้ว มนุษย์เพิ่งประสบความสำเร็จในการนำพลังจากแสงอาทิตย์มาใช้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก และอีก 200-300 ปีต่อมา การเดินทางระหว่างดวงดาวเริ่มเป็นไปอย่างจริงจัง มนุษยชาติใช้เวลาล้านปีที่จะอยู่เต็มโลกเล็กๆโลกหนึ่ง และใช้เพียงหมื่นห้าพันปีที่จะอยู่เต็มกาแลกซี่ เดี๋ยวนี้ประชากรเพิ่มเป็น 2 เท่าทุก 10 ปี"

 วีเจ--23 เอกซ์ ขัดขึ้น "เราต้องขอขอบคุณความเป็นอมตะของเราด้วย"
 "ดีมาก เราเป็นอมตะ ใช่ซิเราต้องคิดด้วย ผมยอมรับว่า กาแลคติตเอซีได้แก้ปัญหาต่างๆแก่เรามากมาย แต่ในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยให้มนุษยชาติไม่แก่ชราภาพและไม่ตายนั้น มันไม่มีเวลาทำสิ่งอื่นอีกเลย"

 "แต่คุณคงไม่ได้หมายความว่า ต้องการความตายไม่ใช่หรือ"

 "ไม่เลย"  เอ็มคิว--17 เจ พูดเสียงแหลมตอบขึ้น
และพูดเสียงอ่อนลงว่า "ยังไม่อยากตายหรอก แต่อย่างไร ผมก็แก่น่าดู คุณอายุเท่าไรแล้ว?"
 "ผมอายุยังไม่ถึง 200 ปีเลย แต่กลับมาเรื่องที่ค้างไว้ดีกว่า ประชากรเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 10 ปี เมื่ออยู่เต็มกาแลกซี่นี้แล้ว มันจะเต็มอีกกาแลกซี่ใน 10 ปี และอีก 10 ปี มันจะเต็มอีก 2 กาแลกซี่ อีก 10 ปี อีก 4 กาแลกซี่ ในศตวรรษ คนจะอยู่เต็มกาแลกซี่ ในพันปีมันจะเต็มล้านกาแลกซี่ และในหมื่นปี คนจะอยู่เต็มเอภพที่เรารู้ทั้งหมด แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป"

 วีเจ--23 เอกซ์กล่าวขึ้น "ปัญหาที่ต้องมีในการเคลื่อนย้ายประชากรจากกาแลกซี่หนึ่งไปยังอีกกาแลกซี่หนึ่งคือการเดินทาง ผมสงสัยว่าจะต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่หน่วยในการย้ายพลโลกนี้"

 "ปัญหาที่เข้าท่ามาก เท่าที่ผมรู้ มนุษย์ชาติใช้พลังดวงอาทิตย์ 2 หน่วยต่อปี"
 "พลังส่วนใหญ่ใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ ดูแค่กาแลกซี่ของเราก็แล้วกัน มันให้พันหน่วยของกาแลกซี่ต่อปีแต่เราใช้เพียงสอง"
 "ถึงแม้ว่าเราจะใช้พลังเต็มที่ถึงร้อยเปอร์เซนต์ก็ตาม เรายังคงต้องตายอยู่ดี ความต้องการทางพลังเพิ่มขึ้นตามอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งเร็วยิ่งกว่าการขยายตัวของประชากรเสียอีก เราจะสิ้นพลังก่อนที่คนจะเต็มเอกภพเสียอีก"

 "อย่างนั้นเราก็ต้องสร้างดาวดวงใหม่จากกลุ่มแกซภายในเอกภพเพื่อชดเชยกับดาวที่สิ้นพลังไป"
 "หรือสร้างจากความร้อนที่สูญเสียไปตลอดเวลาจะได้ไหม" เอ็มคิว--17 เจ ถามขึ้นอย่างถากถาง
 "มันอาจมีวิธีการบางอย่างที่จะทำให้ เอ็นโทรปีย้อนทิศได้ เราควรถามกาแลคติคเอซี"
 วีเจ--23 เอกซ์ไม่ได้จริงจังอะไรกับเรื่องนี้ แต่เอ็มคิว--27 เจ ดึงเอาเครื่องติดต่อกับกาแลคติคเอซีมาวางไว้บนโต๊ะ  เขาจ้องไปยังเครื่องติดต่อนี้ มันเป็นกล่องลูกบาศก์กว้างด้านละ 2 นิ้ว และมันไม่มีอะไรอยู่ภายใน มันติดต่อผ่านไปในไฮเปอร์สเปซกับกาแลคติคเอซี ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งรับใช้มนุษยชาติ... เอ็มคิว--27 เจ หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้ไปเห็นกาแลคติคเอซี เขารู้เพียงว่า มันอยู่บนโลกของมันเอง มีร่างแหของแสงพลังทำหน้าที่ยึดสสารภายใน ซึ่ง ซับ-เมซอน ได้แทนที่โมเลคิวล่าวาวส์ที่เทอะทะ

 เอ็มคิว--27 เจ ถามผ่านเครื่องติดต่อกับเอซีว่า "เราจะทำให้เอ็นโทรปีถอยหลังได้ไหม"

 เสียงอันไพเราะของกาแลคติคเอซี ตอบผ่านเครื่องติดต่อออกมาว่า "ข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับคำตอบที่มีความหมาย"
 วีเจ--23 เอกซ์ พูดขึ้น "เห็นหรือยัง"
 ครั้นแล้วเขาทั้งสองก็กลับไปยุ่งกับปัญหาของรายงานที่จะเสนอต่อคณะมนตรีกาแลกซี่ต่อไป

 

--------------------------------------------------------------------------------

บรรพ์ 4
     จิตของซี ไปรม เชื่อมโยงไปยังกาแลกซี่แห่งใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย จิตไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายอันเป็นอมตะนั้นยังคงอยู่บนดาวเคราะห์ ซึ่งใช้เป็นบางครั้งในกิจกรรมทางวัตถุบางอย่าง แต่ก็น้อยครั้งเข้าทุกที
 จิตของ ซี ไปรม ได้สัมผัสกับดวงจิตอีกรูปหนึ่ง
 "ข้าคือ ซี ไปรม" ซีไปรม พูดขึ้น "และท่านเล่า"
 "ข้าคือ ดี สับ วูน ท่านมาจากกาแลกซี่ไหน?"
 "เราเรียกมันว่า กาแลกซี่ ส่วนท่านเล่า"

 "เราก็เรียกของเราเช่นนั้นเหมือนกัน มนุษย์ทุกคนเรียกกาแลกซี่ของเขาว่า กาแลกซี่ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น"
 "จริง เนื่องจากทุกๆกาแลกซี่เหมือนกันหมด"
 "ไม่ทุกกาแลกซี่หรอก มีกาแลกซี่หนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ นี่คือข้อแตกต่าง"

 ซี ไปรม พูดขึ้นว่า "แล้วกาแลกซี่ไหนละ"
 "ข้าไม่ทราบได้ แต่ ยูนีเวอร์ซัล เอซี อาจรู้"
 "เราจะถามมันไหม ข้าก็อยากรู้ขึ้นมาตะหงิดๆ"
 ซี ไปรม จึงถามขึ้นว่า "ยูนิเวอร์ซัล เอซี ณ กาแลกซี่ไหนที่เป็นแหล่งกำเนิดแห่งมนุษยชาติ"

 ยูนิเวอร์ซัล เอซี ได้ยินผ่านเครื่องรับซึ่งติดตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่งในอวกาศ และจากเครื่องรับนี้ได้ส่งผ่านไปยังจุดที่ไม่มีใครรู้ในไฮเปอร์สเปซซึ่งเป็นที่ตั้งของยูนิเวอร์ซัล เอซี
 ยูนิเวอร์ซัล เอซี ได้นำทางความคิดของ ซี ไปรม ไปยังกาแลกซี่ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นจุดกำเนิดของมนุษยชาติ
 แต่มันก็เช่นเดียวกับกาแลกซี่อื่นๆที่ ซี ไปรมเคยเห็นมา เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จิตของ ดี สับ วูน ซึ่งติดตามมาด้วย ถามขึ้นทันใด
 "และดวงดาวไหนเล่าที่เป็นจุดกำเนิดของมนุษย์"
 ยูนิเวอร์ซัล เอซีตอบ……………
 "กลุ่มดาวที่เป็นจุดกำเนิดมนุษย์นั้นได้กลายเป็นโนวาไปนานแล้ว ตอนนี้เป็นดาวแคระ"
 "แล้วมนุษย์ ในระบบนี้ตายไหม" ซี ไปรมถามอย่างงุนงงโดยไม่คิดก่อน
 ยูนิเวอร์ซัล เอซี ตอบ "โลกใหม่ได้สร้างขึ้นทันเวลาสำหรับร่างกายของพวกเขา"
 ซี ไปรม เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายและไม่อยากจะเห็นอีก
 ดี สับ วูน ถามขึ้น "เป็นอะไรไปละท่าน"

 "ดวงดาวกำลังจะตายหมดไป"
 "มันต้องตายใช่แล้วซี่"

 "แต่เมื่อพลังงานทุกรูปแบบหมดไป ร่างกายเราก็ต้องตาย"
 "มันต้องกินเวลานับพันล้านปี"
 "ข้าไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นไม่ว่านานเท่าใด ยูนิเวอร์ซัล เอซี เราจะทำให้ดวงดาวไม่ตายได้ไหม"
 ดี สับ วูน สวนขึ้นอย่างมีอารมณ์ขัน "ท่านกำลังถามว่าจะกลับทิศเอ็นโทรปีได้อย่างไร"
 และยูนิเวอร์ซัล เอซีตอบ "ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับคำตอบที่มีความหมาย"

 จิตของ ซี ไปรม ล่องลอยกลับสู่กาแลกซี่ของตนเอง และซี ไปรม เริ่มต้นรวบรวมไฮโดรเจนอะตอมที่กระจายอยู่ระหว่างดวงดาว เพื่อสร้างเป็นดาวเล็กๆไว้ให้พลัง เมื่อดวงดาวตายหมดทุกดวงในวันหนึ่งข้างหน้า

 

--------------------------------------------------------------------------------

บรรพ์สุดท้าย
- มนุษย์ พิจารณาจากตัวมันเองแล้วจะเป็นหนึ่ง เพราะจิตมนุษย์เป็นเอกรูป ร่างที่เป็นอมตะนับด้วยพันๆล้านว่างอยู่ในที่ของมันอย่างสงบปราศจากสิ่งรบกวน แต่ละร่างได้รับการดูแลจากเครื่องจักรอัตโนมัติที่สมบูรณ์ที่สุด ขณะเดียวกัน จิตของทุกร่างสามารถที่จะรวมกับจิตจากร่างอื่นได้ จนจำแนกไม่ออก เอกรูปแห่งมนุษยชาติได้เกิดขึ้น
- มนุษย์ พูด "เอกภพกำลังจะตาย"
- มนุษย์ มองไปยังเอกภพที่ส่องแสงริบหรี่อยู่ ดาวยักษ์และดาวฤกษ์อื่นๆได้ตายไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่คือดาวฤกษ์แบบดาวแคระขาวทั้งสิ้น ซึ่งก็กำลังจะหรี่แสงลง ถึงแม้ว่า มนุษย์ และธรรมชาติได้สร้างดวงดาวใหม่จากฝุ่นที่กระจัดกระจายอยู่ในอากาศกับดาวเคราะห์ทั้งหลาย ดาวใหม่เหล่านี้ก็กำลังจะตายไปหมดเช่นกัน
- มนุษย์ พูด "จากการคำนวณของคอสมิก เอซี พลังงานที่หลงเหลืออยู่ในเอกภพ ยังคงใช้ไปได้อีกพันล้านปี"
     "แต่ถึงกระนั้น" มนุษย์ พูด "มันยังคงต้องถึงจุดจบ พลังงานที่สูญไปแล้ว จะไม่
      สามารถเก็บคืนมา เอ็นโทรปีต้องเพิ่มถึงจุดสุดยอด"
- มนุษย์ พูด "เอ็นโทรปี ไม่สามารถจะกลับทิศทางหรือ? ถามคอสมิก เอซี ดูดีกว่า"

- คอสมิก เอซี ไม่ได้อยู่ในอวกาศ มันอยู่ในไฮเปอร์สเปสและทำจากสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งสสารและพลังงาน ขนาดและธรรมชาติของมันไม่มีความหมายในรูปที่ มนุษย์ สามารถเข้าใจได้

- "คอสมิก เอซี" มนุษย์ พูด "ทำอย่างไรจึงจะกลับทิศเอ็นโทรปีได้"

คอสมิก เอซี………..ยังคงมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะให้คำตอบที่มีความหมาย

- มนุษย์ พูด "รวบรวมข้อมูลต่อไป"
- คอสมิก เอซี…….."เราจะทำเช่นนั้น เราได้ทำเช่นนั้นมารับร้อยพันล้านปีมาแล้ว เอซีรุ่นก่อนๆและเราก็ได้รับคำถามเช่นนี้ แต่คำตอบยังคงไม่มี"
- "เป็นไปได้ไหม เมื่อถึงเวลาหนึ่ง" มนุษย์ พูด "เมื่อมีข้อมูลเพียงพอจะหาคำตอบได้ หรือว่าปัญหานี้จะแก้ไม่ได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ"
- คอสมิก เอซี…….."ไม่มีปัญหาใดจะแก้ไม่ได้ในทุกสภาวะแวดล้อม"
- มนุษย์ พูด "เมื่อไรถึงจะมีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบคำถามนี้"
- คอสมิก เอซี…….."ยังคงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเป็นคำตอบที่มีความหมาย"
- "จะทำงานนี้ต่อไหม" มนุษย์ ถาม
- คอสมิก เอซี…….."ทำต่อ"
- มนุษย์ พูด "เราจะคอย"
- ดวงดาวและกาแลกซีตายลงเรื่อยๆ และอวกาศเริ่มมืดลง จิตมนุษย์เริ่มหลอมรวมกับเอซี แต่ละร่างสูญเสียเอกลักษณ์ทางจิต…ในวิถีทางที่อาจจะไม่ใช่การสูญเสีย แต่เป็นการได้
- จิตรูปสุดท้ายของมนุษย์หยุดก่อนที่จะรวมกับเอซี และมองไปสู่อวกาศที่ไม่มีดวงดาวเหลืออยู่อีก นอกจากสสารที่เบาบางมากกำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่มีระเบียบ เนื่องจากความร้อนที่จะหมดไปในที่สุดแล้วเข้าสู่สถานะ สมดุลย์ใกล้จุดศูนย์สมบูรณ์
- มนุษย์ พูด "เอซี นี่เป็นจุดจบหรือ เราสามารถเปลี่ยนภัยพิบัตินี้ให้เป็นเอกภพอีกครั้งได้ไหม?"
- เอซี ตอบ "ข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับคำตอบที่มีความหมาย"
- จิตมนุษย์รูปสุดท้ายหลอมรวมกับเอซี   …..…..แล้วเหลือเพียงเอซีเท่านั้น………อยู่ในไฮเปอร์สเปส

…สสารและพลังงานสิ้นสุดลงพร้อมกับอวกาศและเวลา…การที่เอซีคงอยู่นั้นก็เพื่อที่จะหาคำตอบของ "คำถามสุดท้าย" ที่มันไม่เคยตอบได้เลยนับแต่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์เมาเหล้าถามขึ้น

  ถึงบัดนี้ เอซีตอบปัญหาของมนุษย์ทุกอย่างได้หมดแล้ว คงเหลือแต่ "คำถามสุดท้าย" เอซีต้องการหาคำตอบให้ได้ เอซีจะต้องยังอยู่

 หลังจากการเก็บข้อมูลถึงจุดสุดท้าย ก็ไม่มีอะไรเหลือให้เก็บอีกต่อไป...

 แต่ข้อมูลทั้งหมดยังต้องนำมาจัดแจงใหม่ เพื่อหาความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ เอซีสามารถทำงานนี้ใน ช่วงเวลาที่ไม่มี ช่วงหนึ่ง และเอซีก็สามารถเรียนรู้ถึงวิธีกลับทิศของเอ็นโทรปี
 แต่ไม่มีมนุษย์ที่จะเหลือไว้รับรู้ถึงคำตอบสุดท้ายของเอซีอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไร คำตอบ โดยการแสดงให้ปรากฎ

มันจะยังคงเป็นหลักฐานตลอดไป
 สำหรับ ช่วงเวลาที่ไม่มี อีกช่วงหนึ่ง เอซีคิดว่าจะทำสิ่งนี้ได้ดีที่สุดอย่างไร อย่างระมัดระวัง เอซีเริ่มจัดระเบียบของโปรแกรมตามลำดับก่อนหลัง
 สติสัมปชัญญะของเอซี เริ่มนึกถึงสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเอกภพ และลำดับถึงจุดสุดท้ายที่เป็นเดี๋ยวนี้ทีละขั้น เอซีคิดว่ามันต้องทำได้

 และเอซีพูดขึ้นว่า "ให้เกิดมีแสงสว่าง"
และความสว่างก็เกิดขึ้น…………… 
 

------------------------------------------------------------------------

เจ๋งดีนะเราชอบ รสแปลกๆดี  อาซิมอฟนี่เก่งเน๊อะ

โอกาตะ >> เออ ขำ..ขำ... **เด๋วแม่ปั๊ดปิดรับคอมเมนต์ซะเลย
แต่ว่าเจ๋งจริงๆนะ ว่างๆหาเรื่องอื่นมานั่งจ้องดีกว่า ..(คงจะแปลไม่ออก)

พิม >> กรูอ่านไปกี่เที่ยว? มรึงคิดว่ากรูอ่านรอบเดียวแล้วบรรลุเลยเหรอ
แล้วดันจะไปอ่านเกาหลี .... วู้ยยยยยยยยยยย
คิสเถิงเมิง ..